วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การคุ้มครองผู้บริโภค

ความหมายของการคุ้มครองผู้บริโภค            
 “บริโภค”
  ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แปลว่า กิน เสพ ใช้  สิ้นเปลือง ใช้สอย จับจ่าย  ดังนั้น คำว่า
“ บริโภค”  จึงมิได้หมายถึง กิน แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายรวมถึง           การจับจ่าย ใช้สอย การซื้อสินค้า หรือบริการต่างๆ เช่น บริการทางการแพทย์ บริการโทรคมนาคม  บริการเสริมความงาม เป็นต้น
    
     
ส่วนคำว่า
“ผู้บริโภค” หมายถึง  ผู้หนึ่งผู้ใดก็ตาม ที่จ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการ เพื่อการอุปโภค บริโภค อันเป็นการตอบสนองความต้องการของตนเอง  ทั้งนี้เป็นความต้องการทางด้านร่างกาย และรวมถึงความพึงพอใจ
               

 การคุ้มครองผู้บริโภค
หมายถึง การปกป้องดูแลผู้บริโภค ให้ได้รับความปลอดภัย เป็นธรรม และประหยัด จากการบริโภคสินค้าและบริการ

ความจำเป็นในการคุ้มครองผู้บริโภค
       ในปัจจุบันมีการแข่งขันกันในเชิงธุรกิจมาก
ทำให้ผู้ผลิตแข่งกันผลิตและบริการ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค แต่พบว่า มีผู้ผลิตจำนวนไม่น้อย ที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้รัฐบาล จึงต้องทำหน้าที่ดูแล และกำกับแก้ไข โดยมีจุดมุ่งหมายในการคุ้มครองผู้บริโภค ดังนี้

1.เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ให้เสียเปรียบผู้ผลิต
2.
เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณา
3.
เพื่อควบคุมสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ปลอดภัย หรือเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
4.
เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ระหว่างผู้ซื้อ และผู้ขาย
        ดังนั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ให้ได้รับความเป็นธรรมและความปลอดภัย จึงได้มีการกำหนดพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งได้บัญญัติ ถึงสิทธิและการคุ้มครองผู้บริโภค ไว้ดังนี้
       
มาตรา 4 ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับความคุ้มครองดังต่อไปนี้

1.
สิทธิที่จะได้รับข่าวสาร รวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้อง เพียงพอ เกี่ยวกับสินค้า หรือบริการ
2.
สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกสินค้าหรือบริการ
3.
สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัย จากการใช้สินค้าหรือบริการ
4.
สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย                
        มาตรา 5 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจดังต่อไปนี้  
1. นับ ชั่ง ตวง วัด ตรวจ สินค้า และเก็บหรือนำสินค้าในปริมาณพอสมควร ไปเป็นตัวอย่าง เพื่อทำการทดสอบ โดยไม่ต้องชำระราคาสินค้า และทั้งนี้ตามกฎเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด
2.
ค้น ยึด หรือ อายัดสินค้า ภาชนะ หรือหีบห่อสินค้า ฉลาก หรือเอกสารอื่น ที่ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดี ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ว่า มีการกระทำผิด ตามพระราชบัญญัตินี้
3.
เข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดๆ เพื่อตรวจสอบการผลิตสินค้า การขายสินค้า หรือบริการ รวมทั้งตรวจสอบสมุดบัญชี เอกสาร และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ของผู้ประกอบธุรกิจ ในกรณี ที่มีเหตุอันสงสัยว่า มีการกระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้
4.
มีหนังสือเรียกให้บุคคลใดๆมาให้ถ้อยคำ หรือส่งเอกสาร และหลักฐานที่จำเป็นเพื่อ ประกอบการพิจารณา ของพนักงานเจ้าหน้าที่การที่ผู้บริโภคจะได้รับสิทธิตามที่บัญญัติไว้ ก็ต่อเมื่อได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยดังนี้
1.
ผู้บริโภคมีหน้าที่ในการใช้ความระมัดระวังตามสมควร ในการซื้อสินค้า และรับ บริการต่างๆ เช่น การอ่านฉลาก การอ่านข้อความสัญญา การพิจารณาการโฆษณานั้นสามารถเชื่อถือได้เพียงใด
2.
ผู้บริโภคมีหน้าที่เก็บรักษาพยานหลักฐานต่างๆ ที่แสดงถึงการละเมิดสิทธิของ ผู้บริโภคไว้ เพื่อทำการเรียกร้องตามสิทธิของตน
3.
เมื่อเกิดการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคขึ้น ผู้บริโภคมีหน้าที่ ในการดำเนินการ ร้องเรียนตามสิทธิของตน

สิทธิของผู้บริโภค
      พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ได้บัญญัติถึงสิทธิของผู้บริโภคไว้ ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้  คือ
1. สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการโฆษณาหรือการแสดงฉลากตามความเป็นจริงและปราศจากพิษภัยแก่ผู้บริโภครวมตลอดถึงสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการอย่างถูกต้องและเพียงพอที่จะไม่หลงผิดในการซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยไม่เป็นธรรม
2.
สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะเลือกซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยความสมัครใจของผู้บริโภคและปราศจากการชักจูงใจอันไม่เป็นธรรม
3.
สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับสินค้าหรือบริการที่ปลอดภัยมีสภาพและคุณภาพได้มาตรฐานเหมาะสมแก่การใช้ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายหรือทรัพย์สิน ในกรณีใช้ตามคำแนะนำหรือระมัดระวังตามสภาพของสินค้าหรือบริการนั้นแล้ว
4. สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับข้อสัญญาโดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจ
5.
สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองและชดใช้ค่าเสียหาย
เมื่อมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามข้อ 1, 2, 3 และ 4 ดังกล่าว


วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ใช้กฎหมายแก้ปัญหา


ใช้กฎหมายแก้ไขปัญหา
                                                         
Cr.รูปภาพ www.thaigoodview.com

                   
                     บางครั้งอาจเกิดปัญหาขึ้น หลายคนอาจไม่รูจักวิธีแก้ปัญหาที่ดี บางปัญหามีทางออก อยู่ว่าเราจะแก้ไขหาทางออกได้ถูกวิธีหรือไม่
                     
                    กฎหมายเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาบางอย่าง แต่บางครั้งกฎหมายก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่ว่ากฎหมายไม่ดี แต่ทั้งนี้ คือการใช้กฎหมายต่างหาก เราจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันปัญหาอาชญากรรม เกิดขึ้นมากมายในสังคมไทย ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งวัฒนธรรม นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยแล้วต้องมาพบเจอกับปัญหาอาชญากรรม ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบแต่ในวงแคบ หากผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นก่อเกิดในวงกว้าง ภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตาชาวต่างชาติจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้ปัญหาอาชญากรรมในประเทศไทยยังอาจก่อให้เกิดค่านิยมที่ผิดๆให้กับเยาวชนได้อีกด้วย
                 
                      ปัญหาสังคมไทยที่ผ่านมา ในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายนั้นถือว่าเป็นปัญหาหนึ่งที่ต้องรีบแก้ไข นอกจากปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งปัญหาการบังคับใช้กฎหมายอาจมีทั้งเรื่องสองมาตรฐาน การเอื้อประโยชน์ จนกระทั่งการปล่อยให้มีการกระทำผิดกฎหมายโดยเจตนา ซึ่งที่ผ่านมา เราโทษแต่ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ไม่เคยกล่าวโทษกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย
                  แต่ปัญหาสำคัญในขณะนี้ คือ ผู้บังคับใช้กฎหมายต่างหากว่าดำเนินการตามหน้าที่หรือไม่ การโยนปัญหาให้เป็นเรื่องของเด็กและเยาวชนหรือเรื่องอื่น อาจทำให้เรามองไม่เห็นปัญหาที่สำคัญว่าส่วนหนึ่งของปัญหาใหญ่ ก็คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายนั่นเอง
               เพียงแค่บังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวด นั่นอาจเป็นการใช้กฎหมายแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องและดีที่สุดก็ได้
                                                   เพลงกำลังใจ >>>โฮป

เอารัดเอาเปรียบ


ปัจจุบันนี้เกิดปัญหาการเอารัดเอาเปรียบในสังคมไทย
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
เอารัดเอาเปรียบ
เอาเปรียบ, เอารัดเอาเปรียบ
ความหมาย ว. รู้มาก, พยายามให้ได้ประโยชน์มากกว่า.

                      บุคคลที่มีความรู้น้อยมักถูกเอารัดเอาเปรียบได้ง่ายเสมอ ยิ่งเกี่ยวกับทางกฎหมายด้วยแล้ว ผู้ที่ไม่มีความรู้ในด้านกฎหมายมักจะกังวล เพราะปัจจุบันนี้หากทำอะไรผิดพลาดหรือก่อให้เกิดความเสียแก่ผู้อื่น ก็อาจถูกฟ้องได้โดยง่าย
                    ดังนั้นการเรียนรู้กฎหมายเอาไว้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่า เราจำไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้อื่น แต่หากไม่มีเวลาในการศึกษากฎหมายอย่างจริงจัง เราต้องมีความกล้าที่จะเข้าปรึกษากับผู้ที่สามารถให้คำปรึกษากับเราได้ อาทิ ผู้ที่รู้กฎหมาย ทนายความ อาจารย์สอนกฎหมาย หรือแม้แต่นักศึกษาที่ศึกษาวิชากฎหมายอยู่ เพราะนั่นเป็นการลดความเสียงในการถูกเอารัดเอาเปรียบได้
                   อีกแนวทางหนึ่ง หากไม่ต้องการสูญเสียเงินทองในการขอคำปรึกษาปัญหากฎหมายแล้ว ก็สามารถทำได้โดยขอคำปรึกษาผ่านทางโซเชียว เน็ตเวิร์ก เช่นhttps://www.facebook.com/Lawyer.Famil
เป็นเพจที่ให้คำปรึกษาปัญหากฎหมาย เป็นต้น
Cr. ตามภาพ

รู้หรือไม่2


รู้หรือไม่

              บางข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถนำบทบัญญัติมาตราใดมาปรับใช้ได้           

          เราเคยสงสัยไหมว่าในบางกรณี ปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นแล้ว และได้มีการตีความกฎหมายลายลักษณ์อักษรจนสุดขอบความที่จะเป็นไปได้ตาม ความหมายของถ้อยคำแล้ว ไม่มีบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่สามารถยกมาปรับเข้ากับข้อเท็จจริงที่เกิด ขึ้นได้เลย  นั่นอาจทำให้เราสงสัยว่า อ้าว แล้วผู้กระทำความผิดจะได้รับโทษอย่างไรในเมื่อไม่สามารถหาหลักกฎหมายมาปรับตีความกับข้อเท็จจริงเพื่อกำหนดบทลงโทษผู้กระทำความผิด

          การที่ไม่สามารถตีความกฎหมายลายลักอักษรเข้ากับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้น จะเห็นได้ว่ากฎหมายมีช่องโหว่ ทางภาษากฎหมายเรียกว่า ช่องว่างของกฎหมาย  ซึ่งเกิดจากความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ของบทกฎหมาย ลายลักษณ์อักษร

            ดังนั้น ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา๔ จึงเป็นบทบัญญัติที่สามารถนำมาอุดช่องว่างของกฎหมายนี้ได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา๔

          “กฎหมายนั้น ต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบท บัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษร หรือตามความมุ่งหมาย ของบทบัญญัตินั้น ๆ
            เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตาม จารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ให้วินิจฉัย คดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งและถ้าบทกฎหมาย เช่นนั้นก็ไม่มีด้วย ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป”
       จากบทบัญญัติข้างต้นนี้จะเห็นได้ว่าสิ่งที่จะนำมาใช้ในการอุดช่องว่างของกฎหมายก็คือ จารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น บทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และหลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งการจะนำมาใช้นั้นต้องเป็นไปตามลำดับขั้นตอนไม่ควรที่จะเลือกใช้ตามอำเภอใจ  คือ
          -ถ้าไม่มีกฎหมายใดที่จะมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงได้ อันดับแรกก็ให้นำจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นนั้นมาปรับใช้ก่อน
          -ถ้าไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นที่จะมาปรับใช้กับเรื่องนั้นๆได้ ก็อาศัยบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับใช้
          -และสุดท้ายหากไม่มีบทกฎหมายที่ใกล้เคียงพอจะนำมาปรับใช้ได้จึงให้นำหลักกฎหมายทั่วไปมาใช้ปรับเข้ากับข้อเท็จจริงนั้น
       
สำหรับในคดีอาญานั้น
      
           จะเห็นได้ว่า ในคดีอาญานั้นการตีความต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัดตามตัวบทกฎหมาย หากการกระทำใดที่ไม่มีกำหมายบัญญัติไว้เป็นความผิดก็ไม่ถือว่าเป็นความผิด จะลงโทษผู้กระทำไม่ได้ ดังนั้น หากเกิดช่องว่างในกฎหมายที่กำหนดโทษอาญา ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความผิดแล้วต้องถือว่าไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ให้เป็นความผิด จะนำไปฟ้องร้องหรือลงโทษเพราะกรณีเช่นว่าไม่ได้ จึงเท่ากับว่าในทางอาญาไม่มีการอุดช่องว่างของกฎหมาย

Cr.รูปภาพ www.oknation.com

แปะ>>การตีความกฎหมายhttp://nophanat5116854.blogspot.com/



                                             

วิธีเรียนกฎหมายให้เก่ง


การเรียนวิชากฎหมาย หลายคนอาจคิดว่าง่าย เพราะไม่มีการคำนวณ  แค่ท่องจำได้ก็เรียนได้
แต่เชื่อเถอะว่าผู้ที่ได้เข้ามาศึกษาในวิชากฎหมายจริงๆ ไม่มีใครกล้าพูดอย่างนั้นสักคน
คำถามคือ ทำไม?
เพราะพวกเรารู้ดีว่าไม่ใช่แค่ท่องจำก็เรียนได้ การเลือกที่จะเรียนกฎหมาย ไม่ใช่อาศัยแค่ความเข้าใจของผู้เรียนเพียงคนเดียว เพราะการเข้าใจเพียงคนเดียวอาจเห็นจากผิดเป็นถูกได้ งั้นการเรียนกฎหมายควรเรียนอย่างไร
1.อ่าน การอ่านหนังสือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ศึกษากฎหมายทุกคนจะต้องทำ เพราะเนื้อหาในวิชากฎหมายนั้นมีมากมายนัก
2.ท่อง ตัวบทมาตราเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเรียน เพราะเราต้องรู้หลักของกฎหมายนั้น การอ่านในข้างต้นคือการอ่านเพื่อทำความเข้าใจในตัวบทกฎหมาย
นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญคือ
1.ความตั้งใจ ต้องมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ วางจุดมุ่งหมายไว้ให้ชัดเจน ว่าเราเรียนกฎหมายนี้ เราต้องการที่จะมุ่งไปทางไหน (ฝันให้ไหลไปให้ถึง, จะขึ้นสู่ฟ้า ใจต้องกล้าแกร่ง)
2.ขยัน ต้องมีความขยันในการอ่านหนังสือและท่องจำมาตรา ต้องตั้งเป้าหมายว่าใจแต่ละวันต้องอ่านให้ได้อย่างน้อยวันละกี่หน้า ท่องมาตราวันละกี่มาตรา
3.แบ่งเวลาว่าง การทำทุกอย่างต้องอยู่ในทางสายกลาง ไม่ตึง ไม่หย่อนจนเกินไป ไม่ใช่ตั้งใจมากไปจนทำให้ตนเองเกิดความเครียด เพราะบางครั้งมันอาจทำให้เราพูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง
(อ่านแต่หนังสือ จนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง พูดขึ้นมาก็จะมุ่งแต่เนื้อหาของกฎหมาย ทำให้ผู้คนรอบข้างคุยด้วยไม่รู้เรื่อง)
4.สนทนา การพูดคุยกับเพื่อน กับอาจารย์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อที่สงสัย เพราะนั่นอาจเป็นการทำให้เราได้ความรู้ใหม่ๆ ไม่เข้าใจอะไรอยู่คนเดียว เพราะความเข้าใจนั้นอาจเป็นความเข้าใจผิดๆไปได้
                   บางครั้ง แค่เราตั้งใจก็ไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุด ถ้าหากเราไม่ลงมือกระทำ
cr. รูปภาพblog.eduzones.com

                                            เพลงชีวิตลิขิตเอง >>เบิร์ด ธงชัย

รู้หรือไม่1


รู้หรือไม่
            
          การศึกษาวิชากฎหมายเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ทำให้เราปฏิบัติตนได้ถูกต้องตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในประเทศ นอกจากนี้การศึกษากฎหมายยังก่อให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิตได้อีกด้วย โดยเป็นผู้รู้เท่าทันคนและไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้อื่น แต่ทั้งนี้การที่เรารู้กฎหมายเราก็ต้องไม่นำความรู้ที่เรามีไปเอารัดเอาเปรียบคนอื่นเช่นกัน
          
         เกริ่นนำด้วยข้อคิดดีๆแล้ว ต่อไปเราจะเข้าเนื้อหากฎหมายน่ารู้กันนะคะ รู้ไหมว่าการเรียนกฎหมายนั้นไม่ใช่แค่การท่องตัวบทมาตราได้แล้วจะคิดว่าเรารู้กฎหมายแล้ว ผู้ศึกษากฎหมายบางคนสามารถท่องตัวบทได้ทุกมารถตราแต่ก็ยังไม่อาจเป็นผู้ที่เข้าใจในกฎหมายได้ เพราะการศึกษากฎหมายไม่ใช่แค่การท่องจำ หากแต่สิ่งที่สำคัญคือการทำความเข้าใจ และการตีความตัวบท
              
          จะเห็นได้ว่าเมื่อเราเปิดตัวบทกฎหมาย ในแต่ละมาตราก็จะมีหลักกฎหมาย และคำศัพท์ทางกฎหมาย และบางคนอาจจะใช้ศัพท์ทางกฎหมายออกไปโดยที่ไม่รู้ถึงความหมายที่แท้จริง และควรใช้ในสถานการณ์ใด ที่เคยได้ยินบุคลรอบข้างพูดและอ้างอยู่บ่อยๆในสถานการณ์ใกล้ตัวคงเป็นคำว่า  “เราไม่ได้ตั้งใจนะ มันเป็เหตุสุดวิสัย”เป็นต้น ทั้งนี้ผู้พูดอาจจะไม่ได้รู้ถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่าเหตุสุดวิสัยเลยก็ได้ ดังนั้นเราจะมาทำความรู้จักกับคำว่าเหตุสุดวิสัยกันค่ะ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา๘
      คำว่า " เหตุสุดวิสัย " หมายความว่า เหตุใดๆ อันจะเกิดขึ้น ก็ดี จะให้ผลพิบัติ ก็ดี เป็นเหตุที่ ไม่อาจป้องกันได้ แม้ทั้ง บุคคล ผู้ต้องประสบ หรือ ใกล้จะต้องประสบ เหตุนั้น จะได้จัดการ ระมัดระวัง ตามสมควร อันพึงคาดหมายได้ จาก บุคคล ในฐานะ และ ภาวะเช่นนั้น
     
                  เมื่อเราได้เปิดประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา๘ เราก็จะพบกับความหมายของเหตุสุดวิสัยที่ได้บัญญัติเอาไว้ ทั้งนี้อาจจะดูเหมือนเข้าใจง่ายแต่หากเรามองลึกๆแล้วเราจะเกิดคำถามว่า คำว่าเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้คืออะไร ในฐานะและภาวะเช่นนั้นคืออะไร เพราะในตัวบทก็ไม่ได้บอกเราเอาไว้ ดังนั้นเราจึงต้องตีความตัวบทเพื่อให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ คือเหตุที่ไม่ได้เกิดจากการกระทำของมนุษย์  อาทิเช่น ฟ้าผ่า น้ำท้วม  ลมพายุ เป็นต้น แต่ทั้งนี้การที่จะกล่าวอ้างเหตุนี้ได้ ผู้ที่ประสบ หรือใกล้ที่จะประสบภัย จะต้องได้เตรียมการ ระมัดระวังตามสมควรที่สามารถทำได้ โดยคำนึงจากฐานะ นั่นก็คือวุฒิภาวะของบุคคล อายุ อาชีพ และภาวะ คือสภาพแวดล้อมในขณะนั้นนั่นเอง
               เห็นไหมคะว่าการที่เรารู้ตัวบทแล้วเรายังต้องตีความตัวบท เพื่อให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ จะได้ใช้คำพูดนั้นถูกที่และถูกสถานการณ์ 
               นอกจากการท่องจำ การทำความเข้าใจ การตีความตัวบท  หรือแม้หมั่นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว นอกจากนี้การที่เราจะเป็นผู้ประสบความสำเร็จในวิชาชีพกฎหมายหรือการเป็นผู้ศึกษากฎหมายนั้น ยังต้องอาศัยความตั้งใจใฝ่เรียนรู้และความขยันหมั่นเพียรอีกด้วย ดังคำพูดที่ว่า อยากเก่งต้องขยัน 
              
Cr. รูปภาพ blog.eduzones.com

แปะ ความรู้12 Tips ฝึกนิสัยการอ่าน ง่ายนิดเดียว!http://blog.eduzones.com/moobo/91130



ที่มาของระบบกฎหมาย

ที่มาของระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร
                1. กฎหมายลายลักษณ์อักษร ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร เป็นระบบที่สืบทอดมาจากกฎหมายโรมัน ซึ่งให้ความสำคัญกับตัวบทกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้โดยถูกต้องตามกระบวนการบัญญัติกฎหมาย ดังนั้นที่มาประการสำคัญของระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร ก็คือกฎหมายที่มีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งอาจมีหลายลักษณะด้วยกัน เช่น รัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมาย พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง เป็นต้น
                2. จารีตประเพณี ในบางครั้งการบัญญัติกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร จะให้ครอบคลุมทุกเรื่องเป็นไปได้ยาก จึงต้องมีการนำเอาจารีตประเพณี มาบัญญัติใช้เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรด้วย เช่น การชกมวยบนเวที ถ้าเป็นไปอย่างถูกต้องตามกติกา ถึงแม้ว่าคู่ต่อสู้จะบาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็ไม่มีความผิด หรือแพทย์ที่ตัดแขนตัดขาคนไข้โดยที่คนไข้ยินยอมก็ไม่มีความผิด เป็นต้น เท่าที่ผ่านมายังไม่มีการฟ้องร้องคดีเรื่องเหล่านี้เลย ซึ่งคงจะเป็นเพราะจารีตประเพณีที่รู้กันโดยทั่วไปว่าเป็นเสมือนกฎหมาย
                3. หลักกฎหมายทั่วไป ในบางครั้งถึงแม้จะมีกฎหมายลายลักษณ์อักษร และกฎหมายจารีตประเพณี มาใช้พิจารณาตัดสินความแล้วก็ตาม แต่ก็อาจไม่เพียงพอครอบคลุมได้ทุกเรื่อง จึงต้องมีการนำเอาหลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งประเทศอื่น ๆ ที่มีความก้าวหน้าทางกฎหมาย ได้ยอมรับกฎหมายนั้นแล้ว มาปรับใช้ในการพิจารณาตัดสินคดีความด้วย เช่น หลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิ์ดีกว่าผู้รับโอน โจทย์พิสูจน์ไม่ได้ต้องปล่อยตัวจำเลย คดีอย่างเดียวกันต้องพิพากษาตัดสินเหมือนกัน ฯลฯ เป็นต้น

ที่มาของกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
                1. จารีตประเพณี ถือว่าเป็นที่มาประการสำคัญของระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เนื่องจากกฎหมายระบบนี้เกิดจากการนำเอาจารีตประเพณี ซึ่งคนในสังคมยอมรับและปฏิบัติสืบต่อกันมานาน มาใช้เป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความ
                2. คำพิพากษาของศาล จารีตประเพณีใดที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความแล้ว ก็จะกลายเป็นคำพิพากษาของศาล ซึ่งคำพิพากษาบางเรื่องอาจถูกนำไปใช้เป็นหลัก หรือเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาตัดสินคดีความต่อ ๆ ไป คำพิพากษาของศาลจึงเป็นที่มาอีกประการหนึ่งของระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
                3. กฎหมายลายลักษณ์อักษร ในสมัยต่อ ๆ มาบ้านเมืองเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว การที่จะรอให้จารีตประเพณีเกิดขึ้นย่อมไม่ทันกาล บางครั้งจึงจำเป็นต้องสร้างกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นมาใช้ด้วย
                4. ความเห็นของนักนิติศาสตร์ ระบบกฎหายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ยังยอมรับความเห็นของนักนิติศาสตร์มาใช้เป็นหลักในการตัดสินคดีความด้วย เพราะนักนิติศาสตร์เป็นผู้ที่ศึกษากฎหมายอยู่เสมอ เป็นผู้ที่มีความรู้ ความคิด มีเหตุผล ความเห็นของนักนิติศาสตร์ที่มีชื่อเสสียงและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ย่อมมีน้ำหนักพอที่จะนำไปใช้อ้างอิงในการพิจารณาตัดสินความได้
                5 .หลักความยุติธรรมหรือมโนธรรมของผู้พิพากษา ในระยะหลังที่บ้านเมืองเจริญขึ้นสภาพสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไป การใช้จารีตประเพณีและคำพิพากษาก่อน ๆ มาเป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความอาจไม่ยุติธรรม จึงเกิดศาลระบบใหม่ขึ้น ซึ่งศาลระบบนี้จะไม่ผูกมัดกับจารีตประเพณีหรือคำพิพากษาของศาลเดิม แต่จะยึดหลักความยุติธรรมและให้ความเป็นธรรมแก่คู่กรณี ซึ่งเรียกว่ามโนธรรมของผู้พิพากษา(Squity) ซึ่งต่อมาได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร