วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

กฎหมายอาญา

  หลักการพื้นฐาน
 
              (ก) หลักการกำหนดโทษทางอาญาจะต้องมีกฎหมายลายลักษณ์อักษรบัญญัติไว้อย่างชัดเจน
 
                   หมายความว่าการกระทำใดเป็นความผิดทางอาญาหรือไม่  เป็นความผิดประเภทใดและต้องถูกลงโทษฐานใดจะต้องบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนในบทบัญญัติของกฎหมายอาญา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรกำหนดว่าการกระทำใดเป็นความผิดทางอาญา การกระทำสิ่งนั้นย่อมไม่เป็นความผิดทางอาญา  ไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรกำหนดว่าการกระทำใดต้องรับโทษทางอาญา การกระทำสิ่งนั้นย่อมไม่ต้องรับโทษทางอาญา
 
              (ข) หลักการการกำหนดโทษจะต้องเหมาะสมกับฐานความผิด
 
                  หมายความว่าการกำหนดโทษจะต้องสอดคล้องกับฐานความผิด กล่าวคือ ความผิดกำหนดโทษทางอาญา ความผิดหนักต้องลงโทษหนัก ความผิดเบาต้องลงโทษเบา ความผิดและโทษต้องเหมาะสมต่อกัน การลงโทษต้องสอดคล้องกับความผิด
 
              (ค) หลักทุกคนเสมอภาคบนกฎหมายเดียวกัน
 
                  การกำหนดว่าพฤติกรรมใดเป็นความผิดทางอาญา และความผิดทางอาญาใดควรจะลงโทษอย่างไร จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด บุคคลใดจะมีอภิสิทธิ์เหนือบุคคลอื่นเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้มิได้
                   หลักการพื้นฐานเหล่านี้ถือเป็นหัวใจและจิตวิญญาณของกฎหมายอาญา
 
          สภาพการบังคับใช้
 
                กฎหมายอาญาจะมีสภาพบังคับใช้ ณ ที่ใด กับบุคคลใด และเมื่อไหร่ รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายจะมีผลย้อนหลังหรือไม่ ถือเป็นขอบเขตของการบังคับใช้กฎหมายอาญา
ในการพิจารณาเรื่องนี้แบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกัน
 
            (ก) ขอบเขตการบังคับใช้
 
                  โดยหลักแล้วดูที่อาณาเขตพื้นที่ที่มีการกระทำความผิดเป็นหลัก ส่วนผู้กระทำความผิดและสิ่งที่กฎหมายคุ้มครองเป็นรองพิจารณาควบคู่กันไป กล่าวคือ โดยหลักแล้วการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในเขตอาณาจักรของประเทศจีนให้บังคับใช้กฎหมายอาญาจีน เว้นแต่ 4 กรณี คือ
 
             - กรณีบุคคลผู้ได้รับสิทธิสภาพนอกอาณาเขตทางการทูต
             - กรณีที่เขตปกครองตนเองของชนชาติส่วนน้อยได้มีกฎระเบียบท้องถิ่นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
             - กรณีที่มีกฎหมายบัญญัติเป็นการเฉพาะไว้เป็นกรณีพิเศษ
             - กรณีเขตบริหารพิเศษมีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
 
             สำหรับกรณีประชาชนจีนกระทำความผิดตามกฎหมายอาญาจีนนอกเขตอาณาจักรประเทศจีน ให้บังคับใช้กฎหมายอาญาของจีน แต่ถ้าหากความผิดนั้นตามกฎหมายอาญาจีนกำหนดโทษไว้ต่ำกว่า 3 ปี  อาจไม่ถูกดำเนินคดี
             กรณีพนักงานเจ้าหน้าที่หรือทหารของรัฐบาลจีนกระทำความผิดอาญาตามที่กฎหมายอาญาจีนบัญญัติไว้นอกเขตอาณาจักรประเทศจีน จะต้องรับโทษตามกฎหมายอาญาจีน
กรณีคนต่างชาติได้กระทำความผิดตามกฎหมายอาญาจีนต่อประเทศจีนหรือประชาชนจีนนอกเขตอาณาจักรประเทศจีน หากการกระทำความผิดดังกล่าวตามกฎหมายอาญาจีนกำหนดโทษไว้เกินกว่า 3 ปี ให้นำกฎหมายอาญาจีนมาบังคับใช้ เว้นแต่ การกระทำนั้นกฎหมายอาญาของประเทศที่เกิดการกระทำความผิดขึ้นไม่ถือว่าเป็นความผิดทางอาญา
กรณีการกระทำความผิดตามที่กฎหมายอาญาจีนบัญญัติว่าเป็นความผิดนอกเขตอาณาจักรประเทศจีน ผู้กระทำความผิดยังคงต้องรับโทษทางอาญาตามกฎหมายอาญาจีน แม้การกระทำความผิดนั้นจะได้มีการพิจารณาพิพากษาตัดสินลงโทษแล้วในต่างประเทศ  กฎหมายอาญาจีนยังคงมีสิทธิบังคับใช้กับการกระทำความผิดดังกล่าว แต่ถ้าผู้กระทำความผิดได้รับโทษตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศแล้ว บุคคลผู้นั้นอาจไม่ต้องรับโทษซ้ำอีกในประเทศจีนหรืออาจได้รับลดหย่อนผ่อนโทษตามความเหมาะสม
 
       (ข) เวลาการบังคับใช้
  
           โดยหลักแล้ว กฎหมายอาญาย่อมมีผลบังคับกับการกระทำความผิดในขณะที่กฎหมายนั้นมีผลบังคับใช้ กรณีกฎหมายอาญามีผลย้อนหลังไปบังคับใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่กฎหมายอาญาจะมีผลบังคับใช้หรือไม่นั้น แยกพิจารณา ดังนี้
              - หากว่ากฎหมายเดิมที่บังคับใช้ในขณะที่มีการกระทำ บัญญัติว่า การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดทางอาญา ก็ให้ใช้กฎหมายในขณะนั้นบังคับ
              - หากว่ากฎหมายเดิมที่บังคับใช้ในขณะที่มีการกระทำบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดทางอาญาและต้องรับโทษทางอาญา และกฎหมายอาญาฉบับปัจจุบันก็ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดด้วย ให้ดำเนินคดีอาญากับผู้นั้นตามบทบัญญัติที่กำหนดไว้ในกฎหมายในขณะที่มีการกระทำความผิด
              - หากว่ากฎหมายอาญาที่บังคับใช้ในปัจจุบันไม่ถือว่าการกระทำใดเป็นความผิดหรือเป็นการกระทำที่มีความผิดแต่ต้องรับโทษน้อยลงแล้ว ให้ใช้กฎหมายอาญาที่ฉบับปัจจุบันบังคับใช้แก่กรณีนั้น
              - ในกรณีที่ก่อนกฎหมายอาญาฉบับปัจจุบันจะบังคับใช้ หากมีการกระทำที่เป็นความผิดตามกฎหมายอาญาเดิมและได้มีการพิพากษาลงโทษไปแล้ว ให้บังคับตามคำพิพากษานั้นต่อไป (กฎหมายใหม่ไม่ถือว่าเป็นการนิรโทษกรรม การกระทำความผิดตามกฎหมายเก่า)
 
   การกระทำความผิดทางอาญา
 
       การกระทำใดๆ ที่เป็นภัยต่ออำนาจอธิปไตย ความมั่นคงและบูรณาการของประเทศ การแบ่งแยกดินแดน การเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบบประชาธิปไตยแบบเผด็จการโดยประชาชน การล้มล้างระบบสังคมนิยม  การทำลายความสงบเรียบร้อยของประชาชน การทำลายความเป็นระเบียบเรียบร้อยของระบบเศรษฐกิจ  การละเมิดทรัพย์สินของแผ่นดินหรือของมวลชนผู้ใช้แรงงานหรือของชุมชน  การละเมิดทรัพย์สินของปัจเจกชน  การละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกายของประชาชน การละเมิดสิทธิของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งการกระทำใดๆ ที่เป็นภัยต่อสังคม ให้ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดทางอาญาและต้องรับโทษตามกฎหมาย 
 
        การกระทำที่เป็นความผิดทางอาญาและต้องรับโทษตามกฎหมายนั้น มีลักษณะ ดังนี้
 
       (ก) จะต้องเป็นการกระทำที่เป็นผลร้ายต่อสังคม
 
             การกระทำความผิดทางอาญานั้นจะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อมีข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นในทางภาวะวิสัยแล้วเท่านั้น ลำพังเป็นแค่ความคิดแต่ยังไม่มีการกระทำใดๆ ที่แสดงออกมาทางกายภาพย่อมไม่ถือว่าเป็นความผิดทางอาญา
 
       (ข) จะต้องเป็นการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย
 
             การกระทำใดๆ ที่เป็นผลร้ายต่อสังคมนั้น เมื่อได้แสดงออกมาทางกายภาพแล้ว จะเป็นการกระทำความผิดทางอาญาก็ต่อเมื่อมีบทบัญญัติห้ามไว้ในกฎหมายอาญาเท่านั้น  จึงจะถือว่าเป็นการกระทำผิดตามอาญา
 
       (ค) จะต้องเป็นการกระทำที่ต้องรับโทษทางอาญา
  
          การกระทำที่เป็นผลร้ายต่อสังคมซึ่งได้แสดงออกทางกายภาพซึ่งถือว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายนั้น จะต้องเป็นการกระทำที่ต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้  เพราะการกำหนดโทษถือเป็นผลอันเนื่องมาจากการกระทำที่กฎหมายได้ห้ามไว้และการกระทำนั้นเป็นผลร้ายต่อสังคม
            การกระทำใดๆ ที่ถือว่าเป็นการกระทำความผิดทางอาญานั้น  จะต้องประกอบด้วยเงื่อนไขทางด้านอัตวิสัยและเงื่อนไขทางด้านภาวะวิสัย กล่าวคือ เงื่อนไขทางอัตวิสัยต้อง ประกอบด้วยผู้กระทำและเจตนาของการกระทำ เงื่อนไขทางภาวะวิสัยต้องประกอบด้วยสิ่งที่ถูกกระทำและผลที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่ถูกกระทำ 4 ปัจจัยดังกล่าวนี้จะต้องเกิดขึ้นครบถ้วน จึงจะครบองค์ประกอบของการกระทำความผิดทางอาญา
 
   องค์ประกอบของการกระทำความผิดทางอาญา  
        (ก) ผู้กระทำความผิด
 
             หากไม่มีผู้กระทำความผิดย่อมไม่มีการกระทำความผิดและไม่มีภัยต่อสิ่งที่ถูกกระทำ ผลก็คือ ย่อมไม่มีการกระทำผิดทางอาญาเกิดขึ้น ผู้กระทำความผิดได้เป็นทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลหรือองค์กรที่กฎหมายรองรับ
             - บุคคลธรรมดา บุคคลที่จะต้องรับผิดทางอาญาตามกฎหมายอาญาจีน กำหนดไว้ดังนี้
 
            พิจารณาในแง่อายุ
 
             • บุคคลที่มีอายุครบ 16 ปีบริบูรณ์ เมื่อการกระทำความผิดอาญาจะต้องรับผิดทางอาญา
              • บุคคลที่อายุครบ 14 ปี แต่ยังไม่ครบ 16 ปีบริบูรณ์ จะต้องรับผิดทางอาญาในการกระทำความผิดอาญาเฉพาะความผิดดังนี้ เจตนาฆ่าคน คือ ความผิดฐานเจตนาทำร้าย ซึ่งผลทำให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัส ความผิดฐานข่มขืน ความผิดฐานชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์ ความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติด ความผิดฐานวางเพลิง ความผิดฐานก่อวินาศกรรม ความผิดฐานวางยาพิษ
              • บุคคลที่อายุยังไม่ครบ 14 ปีบริบูรณ์ ไม่ต้องรับผิดทางอาญา
 
            พิจารณาในแง่ความสามารถ
 
              • บุคคลผู้ไร้ความสามารถ ซึ่งหมายถึงบุคคลที่สูญเสียจิตสำนึกในการแยกแยะความถูกผิดชั่วดี หรือไม่สามารถควบคุมการกระทำของตนเอง เช่น บุคคลวิกลจริต ไม่ต้องรับผิดทางอาญา แต่ถ้าหากว่า บุคคลที่เป็นโรคจิต หรือโรคประสาท ในขณะที่กระทำความผิดยังมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีจะต้องรับผิดทางอาญา
              • บุคคลเสมือนไร้ความสามารถ หมายถึงบุคคลที่รู้สึกผิดชอบชั่วดีแต่ความสามารถในการควบคุมการกระทำของตนเองไม่สมบูรณ์ เช่น คนหูหนวกและเป็นใบ้  คนตาบอด  คนโรคจิตหรือโรคประสาทที่ยังสามารถควบคุมการกระทำของตนเองได้ บุคคลเหล่านี้จะต้องรับผิดทางอาญา แต่มีเหตุบรรเทาโทษหรือลดหย่อนผ่อนโทษ
              • บุคคลทั่วไปที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งรู้จักรับผิดชอบชั่วดี และสามารถควบคุมการกระทำของตนเองได้ จะต้องรับผิดทางอาญาในการกระทำความผิดของตน
 
              กรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นบุคคลธรรมดานั้น มีความผิดบางประเภทที่ผู้กระทำความผิดจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษจึงจะต้องรับผิดในการกระทำของตน เช่น คดีเกี่ยวกับการรับสินบน ผู้ที่กระทำการรับสินบนจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อบุคคลผู้นั้นเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น
 
              - นิติบุคคลหรือองค์กรที่กฎหมายรองรับ 
 
                 ผู้ที่ต้องรับผิดทางอาญาในการกระทำของตน นอกจากบุคคลธรรมดาดังที่กล่าวแล้ว นิติบุคคลหรือองค์กรที่กฎหมายรองรับก็อาจจะต้องรับผิดทางอาญาในการกระทำของตนได้ เช่น บริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด หน่วยงาน องค์กรต่างๆ  การลงโทษทางอาญากรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคลหรือองค์กรที่กฎหมายรองรับนั้นใช้ระบบการลงโทษคู่ กล่าวคือ ลงโทษนิติบุคคลหรือองค์กรนั้นด้วยการปรับเป็นเงิน และลงโทษผู้แทนของนิติบุคคลหรือองค์กรนั้น หรือบุคคลที่ต้องรับผิดโดยตรงร่วมกับนิติบุคคลหรือองค์กรนั้นด้วยโทษจำคุกหรือปรับเป็นเงิน
 
        (ข) องค์ประกอบภายใน (เจตนาของผู้กระทำความผิด)
 
            ประกอบด้วย 4 ส่วน คือ เจตนา ประมาท วัตถุประสงค์ และสิ่งจูงใจ
 
             - เจตนา เจตนาทางอาญา หมายถึง บุคคลที่รู้ว่าการกระทำของตนจะก่อให้เกิดผลร้ายต่อสังคม และกระทำหรืองดเว้นเพื่อหวังให้ผลนั้นเกิดขึ้น
              - ประมาท ประมาททางอาญา หมายถึง บุคคลซึ่งน่าจะคาดหมายได้ว่าการกระทำของตนอาจก่อให้เกิดผลร้ายต่อสังคม แต่มิได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอ หรือเชื่อง่ายๆว่าตนเองสามารถหลีกเลี่ยงได้ จนทำให้เกิดผลร้ายต่อสังคม
              - วัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์ทางอาญา หมายถึง ผลที่ผู้กระทำความผิดทางอาญาคาดหวังไว้ว่าจะให้บรรลุผล
              - สิ่งจูงใจ สิ่งจูงใจทางอาญา หมายถึง สาเหตุที่กระตุ้นให้ผู้กระทำ กระทำไปเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ สาเหตุเหล่านี้นอกจากเป็นตัวกระตุ้นแล้ว อาจเป็นตัวส่งเสริมให้เกิดการกระทำความผิดก็ได้
 
        (ค) สิ่งที่ถูกกระทำ
 
              หมายถึง ความสัมพันธ์ของสมาชิกในทางสังคมซึ่งกฎหมายได้ให้ความคุ้มครองไว้ ถูกละเมิดโดยการกระทำของผู้กระทำความผิดทางอาญา ความผิดทางอาญาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการกระทำนั้นได้ก่อผลร้ายต่อสิ่งที่ถูกกระทำ
 
        (ง) ผลที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่ถูกกระทำ
              หมายถึง ผลที่เกิดขึ้นโดยตรงต่อสิ่งที่ถูกกระทำจากการกระทำของผู้กระทำความผิดทางอาญา
 
   การกระทำที่ต้องรับผิดทางอาญา
 
       (ก) ความผิดฐานเตรียมการ
 
             หมายถึง การได้เริ่มลงมือกระทำการด้วยการตระเตรียมอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือที่จะใช้ในการกระทำผิด หรือการสร้างเงื่อนไขเพื่อเอื้ออำนวยต่อการกระทำความผิด ถือเป็นการแปรความคิดสู่การปฏิบัติและมุ่งที่จะกระทำต่อสิ่งที่ถูกกระทำ หากการเตรียมการนั้นไม่อาจบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ผู้กระทำได้ตั้งใจไว้อันเนื่องมาจากเหตุปัจจัยภายนอกซึ่งมิใช่ความสมัครใจที่จะยุติการกระทำโดยผู้กระทำเอง การเตรียมการนั้นย่อมเป็นความผิดอาญา
 
             ความผิดฐานเตรียมการ จึงต้องประกอบด้วย
 
             - ได้มีการเริ่มลงมือกระทำการด้วยการเตรียมอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการกระทำผิด หรือการสร้างเงื่อนไขเพื่อเอื้ออำนวยต่อการกระทำความผิด
             - การเตรียมการได้ยุติการกระทำลงในระหว่างดำเนินการซึ่งยังไม่บรรลุผลสำเร็จ
             - การยุติการกระทำมีสาเหตุเนื่องมาจากปัจจัยภายนอกซึ่งมิได้เกิดจากความตั้งใจหรือสมัครใจของผู้กระทำเอง
             ความผิดฐานเตรียมการ ถือว่าเป็นขั้นตอนขั้นแรกของการกระทำความผิดที่มีผลร้ายต่อสังคม แต่เป็นความผิดเพียงน้อยนิด กฎหมายอาญาถือว่าความผิดฐานเตรียมการต้องรับโทษ แต่เป็นโทษสถานเบา หรือเป็นเหตุบรรเทาโทษ หรือยกเว้นโทษได้
 
       (ข) ความผิดฐานยุติการกระทำความผิด
 
            หมายถึง ผู้กระทำได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่ยุติการกระทำของตนเอง หรือป้องกันไม่ให้การกระทำนั้นเกิดผลร้ายต่อสังคมด้วยความสมัครใจของผู้กระทำเอง การยุติการกระทำความผิดอาจเกิดขึ้นได้ในขั้นตอนของการเตรียมการหรือในระหว่างขั้นตอนการกระทำความผิด หรือภายหลังจากได้กระทำตามความตั้งใจไปแล้วก่อนที่เหตุร้ายจะเกิดขึ้น
             กฎหมายอาญาจีน บัญญัติไว้ว่า ความผิดฐานยุติการกระทำความผิดนั้น หากมิได้ก่อผลร้ายต่อสิ่งที่ถูกกระทำ ย่อมได้รับยกเว้นโทษ แต่ถ้าหากพฤติกรรมนั้นได้เกิดผลร้ายต่อสิ่งที่ถูกกระทำแล้วต้องรับโทษทางอาญาแต่เป็นเหตุให้ได้รับลดหย่อนผ่อนโทษได้
 
       (ค) ความผิดฐานพยายาม
 
            หมายถึง ผู้กระทำได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่สำเร็จบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้อันเนื่องมาจากมีเหตุปัจจัยภายนอกซึ่งมิได้เกิดจากความสมัครใจของผู้กระทำเองขัดขวางไว้
             กฎหมายอาญาจีน บัญญัติไว้ว่า ความผิดฐานพยายามกระทำความผิดนั้น ถือเป็นขั้นตอนที่ได้ลงมือกระทำต่อจากขั้นเตรียมการแล้ว ดังนั้นจึงต้องรับโทษตามกฎหมายแต่มีโทษเบากว่าการกระทำความผิดสำเร็จและเป็นเหตุลดหย่อนผ่อนโทษได้
 
      (ง) ความผิดสำเร็จ
 
            หมายถึง การกระทำใดๆ ที่ครบองค์ประกอบทั้งภายในและองค์ประกอบภายนอกที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งมี 3 ลักษณะ คือ
 
             - การกระทำความผิดสำเร็จเมื่อมีการกระทำ หมายถึง ผู้กระทำเพียงแต่ได้กระทำในสิ่งที่กฎหมายห้ามไว้ก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว ความผิดชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องมีผลร้ายเกิดขึ้นสมความตั้งใจของผู้กระทำ เช่น ความผิดฐานเรียกค่าไถ่ ความผิดฐานแจ้งความเท็จ  ฯลฯ
             - การกระทำความผิดสำเร็จและการกระทำเกิดผลร้ายกับสิ่งที่ถูกกระทำ  ความผิดชนิดนี้ ผู้กระทำนอกจากจะต้องได้มีการกระทำตามที่กฎหมายบัญญัติห้ามไว้แล้ว ยังจะต้องมีผลร้ายเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการกระทำของตนด้วย จึงจะถือว่าเป็นความผิดสำเร็จ เช่น ความผิดฐานฆ่าคน ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย  ฯลฯ
             - การกระทำความผิดที่อาจก่อให้เกิดอันตราย หมายถึง ผู้กระทำได้กระทำการบางสิ่งบางอย่างที่กฎหมายห้ามไว้จนเพียงพอที่จะก่อให้เกิดผลร้ายในภายหลังได้  แม้ผลร้ายนั้นจะยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม ก็ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว เช่น ความผิดฐานทำลายเครื่องหมายจราจร  ความผิดฐานทำลายอุปกรณ์หรือเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการจราจร  ฯลฯ
 
   ฐานความผิดตามกฎหมายอาญา
 
            กฎหมายอาญาจีนได้แบ่งฐานความผิดไว้ 10 หมวด คือ
 
           (ก) ความผิดเกี่ยวกับการทำลายความมั่นคงของประเทศ
           (ข) ความผิดเกี่ยวกับการทำลายความสงบสุขของสาธารณะ
           (ค) ความผิดเกี่ยวกับการทำลายความเป็นระเบียบของระบบเศรษฐกิจการตลาดของสังคมนิยม
           (ง) ความผิดเกี่ยวกับการละเมิดชีวิต ร่างกาย และสิทธิตามระบอบประชาธิปไตยของประชาชน
           (จ) ความผิดเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สิน
           (ฉ) ความผิดเกี่ยวกับการทำร้ายความเป็นระเบียบของการควบคุมสังคม
           (ช) ความผิดเกี่ยวกับการให้หรือรับสินบน
           (ซ) ความผิดเกี่ยวกับการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ
           (ฌ) ความผิดเกี่ยวกับการฝ่าฝืนวินัยของทหาร
 
     โทษตามกฎหมายอาญาจีน แบ่งเป็น โทษหลัก และโทษเสริม
 
          (ก) โทษหลัก ได้แก่
     
                - โทษกักบริเวณ
                - โทษบังคับให้ใช้แรงงานหรือทำประโยชน์สาธารณะเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
                - โทษจำคุกมีกำหนดระยะเวลา
                - โทษจำคุกตลอดชีวิต
                - โทษประหารชีวิต
 
         (ข) โทษเสริม ได้แก่
  
                - โทษปรับ
                - โทษตัดสิทธิ์ทางการเมือง
                - โทษริบทรัพย์
                - โทษเนรเทศ
 
 

รับของโจร

รับของโจร

ลักษณะการกระทำอย่างไร เป็นความผิดฐานรับของโจร พอสรุปได้ดังนี้
1. ความผิดฐานรับของโจร การรับทรัพย์ไว้จะต้องกระทำภายหลังที่ได้กระทำอันเป็นเหตุให้ได้ทรัพย์นั้นมาสำเร็จแล้ว มิฉะนั้นอาจเป็นการร่วมกันหรือสนับสนุนในความผิดนั้น
2. ทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำผิดนั้น ต้องเป็นทรัพย์ที่ได้กระทำผิดโดยตรง โดยตัวทรัพย์นั้นยังไม่ถูกแปรสภาพ ถ้าตัวทรัพย์นั้นถูกแปรสภาพเสียแล้วหรือรับเงินที่ได้จากการจำหน่ายของอันได้มาโดยการกระทำผิด ผู้ที่รับไว้ย่อมไม่มีความผิดฐานรับของโจร แม้จะรู้ก็ตาม
3. ทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำผิดนั้น ต้องเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์โดยตรง ไม่ใช่เพราะไม่ได้รับอนุญาตและเฉพาะความผิด 8 อย่างนั้นเท่านั้น
4. ความผิดฐานรับของโจร ผู้ที่กระทำความผิดอันเป็นเหตุให้ได้ทรัพย์นั้นมา เช่นผู้ทำการลักทรัพย์ แม้ภายหลังจะรับทรัพย์ที่ถูกลักมานั้นไว้อีก ก็ไม่ผิดฐานรับของโจร
5. ความผิดรับของโจร อาจมีการส่งมอบทรัพย์ นั้นต่อไปหลายๆคนก็ได้ ถ้าผู้รับไว้รู้ว่าเป็นของที่ได้มาโดยการกระทำผิดดังกล่าวก็ผิดฐานรับของโจร
6. ความผิดรับของโจร ผู้กระทำต้องรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำผิดกฎหมายในขณะที่รับทรัพย์นั้นไว้ ถ้ารู้ภายหลังจากที่ได้รับของไว้แล้วไม่ผิด แต่ไม่จำเป็นต้องถึงกับต้องรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำผิดกฏหมายใด มาตราใด
7. เจตนาเป็นเรื่องภายในของผู้กระทำ จึงต้องถือหลักกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา คือต้องดูการกระทำของผู้รับของโจรและข้อเท็จจริงอื่นประกอบ เช่น ให้การไม่อยู่กับร่องกับรอยกลับไปกลับมา ซุกซ่อนปกปิดทรัพย์ แสดงกิริยาพิรุธวิ่งหนี รับซื้อไว้ในเวลากลางคืน ซื้อโดยราคาถูกกว่าปกติมาก ซื้อจากเด็กหรือคนขอทานหรือบุคคลที่ไม่อยู่ในฐานะที่จะขายของชนิดนั้นๆให้ได้ เป็นต้น ส่วนการซื้อขายโดยเปิดเผยหรือมีหนังสือสัญญาเป็นหลักฐานหรือนำออกมาใช้โดยเปิดเผย แสดงว่าผู้รับไว้ไม่ทราบว่าทรัพย์นั้นเป็นของคนร้าย ไม่ผิดฐานรับของโจร
8. ความผิดฐานรับของโจร ต้องนำสืบให้ได้ความว่า
- ทรัพย์นั้นได้ถูกเอาไปโดยการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดใน 8 อย่างนั้น
- ของกลางที่จับได้จากจำเลยนั้น เป็นของเจ้าของทรัพย์ที่ได้ไปตามข้อ แรก
- โดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำผิด


ปอ. มาตรา ๓๕๗
            ผู้ใด ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือ รับไว้โดยประการใด ซึ่ง ทรัพย์ อันได้มา โดยการกระทำความผิด ถ้า ความผิดนั้น เข้าลักษณะ ลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก หรือ เจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ผู้นั้น กระทำความผิด ฐานรับของโจร ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน ห้าปี หรือ ปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
            ถ้า การกระทำความผิด ฐานรับของโจร นั้น ได้กระทำ เพื่อค้ากำไร หรือ ได้กระทำต่อ ทรัพย์ อันได้มาโดยการ ลักทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๕ (๑๐) ชิงทรัพย์ หรือ ปล้นทรัพย์ ผู้กระทำ ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ หกเดือน ถึง สิบปี และ ปรับตั้งแต่ หนึ่งพันบาท ถึง สองหมื่นบาท
            ถ้า การกระทำความผิด ฐานรับของโจร นั้น ได้กระทำต่อ ทรัพย์ อันได้มาโดย การลักทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๕ ทวิ   การชิงทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๙ ทวิ หรือ การปล้นทรัพย์ตามมาตรา ๓๔๐ ทวิ ผู้กระทำ ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ ห้าปี ถึง สิบห้าปี และ ปรับตั้งแต่ หนึ่งหมื่นบาท ถึง สามหมื่นบาท

ลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์

ลักทรัพย์ ยอกยอกทรัพย์

เนื่องจากความผิดฐาน ลักทรัพย์ และความผิดฐาน ยักยอกทรัพย์ นั้น มีหลักเกณฑ์ใกล้เคียงกันมาก แต่มีข้อสังเกตในสาระสำคัญ ซึ่งพอแยกข้อแตกต่างได้ดังนี้
ลักทรัพย์
1. ทรัพย์ที่ถูกลักต้องอยู่ในความครอบครอง ของผู้อื่นในขณะเอาไป
2. ผู้กระทำมีเจตนาทุจริตก่อนเอาทรัพย์ไป จากความครอบครองของผู้อื่น
3. เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน
4. กรณีของตกหายโดยเจ้าของยังไม่สละการ ครอบครอง ถ้าเอาไปโดยรู้หรือมีเหตุอัน ควรรู้ว่าเจ้าของยังติดตามอยู่ เป็นลักทรัพย์

ยักยอกทรัพย์
1. ทรัพย์ต้องอยู่ในความครอบครอง ของผู้ยักยอกแล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเสีย
2. ทรัพย์อยู่ในความครอบครองของผู้กระทำ ก่อนแล้วมีเจตนาทุจริต เบียดบังเอาทรัพย์ ภายหลัง
3. เป็นความผิดอันยอมความได้
4.กรณีของตกหาย ถ้าเก็บไปโดยไม่ทราบว่าเจ้าของกำลังติดตามหรือมีเหตุอันควรจะรู้ เป็น ยักยอกทรัพย์

ปัญหาอยู่ที่ การครอบครองทรัพย์ ซึ่งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 บัญญัติว่า บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน ท่านว่าบุคคลนั้นได้สิทธิครอบครอง และ มาตรา 1368 บัญญัติว่า การโอนการครอบครองย่อมทำได้โดยส่งมอบทรัพย์สินที่ครอบครอง
คำว่า ครอบครอง หมายถึงการที่บุคคลมีอำนาจอันแท้จริงเหนือทรัพย์ เป็นอำนาจที่จะกระทำแก่ทรัพย์อย่างแท้จริงได้ตามอำเภอใจ แต่บุคคลดังกล่าวจะต้องมีเจตนาที่จะครอบครองทรัพย์นั้นด้วย ถ้าไม่มีเจตนาจะครอบครองทรัพย์ก็ถือไม่ได้ว่าเขามีอำนาจเหนือทรัพย์
อย่างไรเรียกว่าครอบครอง และเมื่อไรจึงจะพ้นจากการครอบครอง การครอบครองในทางอาญา อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประการ คือ
1. เจ้าของเป็นผู้ครอบครองเอง
2. ครอบครองโดยได้รับมอบหมายจากเจ้าของหรือจากตัวแทน
3. ครอบครองโดยปริยาย
ข้อ 1. เจ้าของเป็นผู้ครอบครองเอง แม้ทรัพย์ได้พ้นไปจากการครอบครองชั่วคราว เช่นวางทรัพย์ลืมทิ้งไว้ ถือว่าเจ้าของยังไม่สละการครอบครอง อำนาจการครอบครองอันแท้จริงยังอยู่กับเจ้าของ ผู้ใดเอาทรัพย์นั้นไปเป็นความผิดฐานลักทรัพย์
การมีกรรมสิทธิ์กับการมีการครอบครองนั้นไม่เหมือนกัน บางกรณีมีกรรมสิทธิ์แต่ไม่ได้ครอบครองก็มี เช่นของนั้นฝากไว้กับผู้อื่น แต่ถ้าได้สละกรรมสิทธิ์แล้วการครอบครองก็ขาดไปในตัว เช่น ซื้อสุรามาดื่มหมดขวด แล้วโยนขวดทิ้งไป เป็นการสละกรรมสิทธิ์และในขณะนั้นก็เป็นการสละการครอบครองไปด้วย แม้เจ้าของจะยังยืนอยู่ตรงนั้น ถ้าคนอื่นมาเก็บเอาไป ก็ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์
ข้อ 2. การครอบครองโดยได้รับมอบหมายจากเจ้าของหรือจากตัวแทน เพียงแต่เจ้าของทรัพย์ให้ถือทรัพย์ชั่วคราวโดยมิได้มอบหมายความครอบครองให้ ต้องถือว่าเป็นการครอบครองอยู่แก่เจ้าของทรัพย์ เช่นการที่เจ้าของบ้านวานให้ผู้อื่นเฝ้าบ้าน แต่ไม่ได้มอบกุญแจห้องไว้ให้ ถ้าผู้เฝ้าบ้านเอาทรัพย์ในห้องไป เป็นลักทรัพย์ เพราะมิได้มอบการครอบครองอย่างแท้จริง หรือ กรณีเจ้าของทรัพย์ให้ลูกจ้างนำสินค้าไปส่งลูกค้าเพียงอย่างเดียว โดยมีการโอนเงินค่าสินค้ากันเอง ลูกจ้างได้เอาสินค้าดังกล่าวไป เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เพราะเจ้าของทรัพย์ยังมิได้สละการครอบครองเพียงแต่ให้ลูกจ้างยึดถือไว้ชั่วคราวเท่านั้น
ข้อ 3. การครอบครองโดยปริยาย หมายถึงเจ้าของมิได้มอบการครอบครองในตัวทรัพย์นั้นให้โดยตรง แต่ทรัพย์นั้นตกมาอยู่ในความครอบครองโดยเหตุใดเหตุหนึ่ง เช่น
เพื่อนมาที่บ้านแล้วลืมไฟแช๊คไว้ หากคนใช้เอาไปโดยทุจริต ย่อมเป็นความผิดฐานลักทรัพย์เพราะเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่อยู่ในความครอบครองของเรา ซึ่งได้ครอบครองแทนเพื่อนไว้ แต่ถ้าเราเอาไฟแช๊คนั้นไปเสียเองโดยทุจริต ไม่คืนให้เพื่อนเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ เพราะเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปจากความครอบครองของเราเอง


วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่

สิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของประชาชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ

สิทธิ
 หมายถึง สิ่งที่ไม่มีรูปร่างซึ่งมีอยู่ในตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิดหรือเกิดขึ้นโดยกฎหมาย เพื่อให้มนุษย์ได้รับประโยชน์ และมนุษย์จะเป็นผู้เลือกใช้สิ่งนั้นเอง โดยไม่มีผู้ใดบังคับได้ เช่น สิทธิในการกิน การนอน แต่สิทธิบางอย่างมนุษย์ได้รับโดยกฎหมายกำหนดให้มี เช่น สิทธิในการมี การใช้ทรัพย์สิน สิทธิในการร้องทุกข์เมื่อตนถูกกระทำละเมิดกฎหมาย เป็นต้น 
                                    

                                                           สิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ
                                                                            cc.รูปภาพwww.jvkorat.com

เสรีภาพ 
หมายถึง การใช้สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งได้อย่างอิสระ  แต่ทั้งนี้จะต้องไม่กระทบต่อสิทธิของผู้อื่น ซึ่งหากผู้ใดใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขตจนก่อความเดือดร้อนต่อผู้อื่น ก็ย่อมถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
                                                      
เสรีภาพในการนับถือศาสนา
cc.รูปภาพkanchanapisek.or.th


หน้าที่ หมายถึง การกระทำหรือการละเว้นการกระทำเพื่อประโยชน์โดยตรงของการมีสิทธิหน้าที่เป็น สิ่งที่บังคับให้มนุษย์ในสังคมต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทางสังคมหรือกฎหมาย บัญญัติไว้ จะไม่ปฏิบัติตามไม่ได้ ส่วนสิทธิและเสรีภาพเป็นสิ่งที่มนุษย์มีอยู่แต่จะใช้หรือไม่ก็ได้
                                                                          
หน้าที่ในการเลือกตั้ง
cc.รูปภาพdc-danai.com


                ทั้งสิทธิเสรีภาพและหน้าที่ต่างมีความสำคัญ และความจำเป็นในสังคมประชาธิปไตย  ประเทศใดที่เป็นประชาธิปไตย จะเห็นได้ว่าประชาชนในประเทศจะสามารถใช้ สิทธิ เสรีภาพและหน้าที่ได้อย่างที่ปรากฏไว้ในรัฐธรรมนูญ และหากถามว่า สิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ สามสิ่งนี้อะไรที่สำคัญที่สุด ต้องตอบว่า สามสิ่งนี้สำคัญเท่ากัน เพราะการปฏิบัติตนของประชาชนในประเทศตามสิทธิที่พึงมี ตามเสรีภาพที่ได้รับ และตามหน้าที่ที่ต้องปฏิบัตินั้น จะเป็นสิ่งที่วัดถึงความเป็นกฎหมาย และการปฏิบัติตามกฎหมายของคนในสังคมประชาธิปไตย
              
              


ภาระจำยอมกับทางจำเป็น

ภาระจำยอมกับทางจำเป็น
ข้อแตกต่างระหว่างภาระจำยอมกับทางจำเป็น 
ปัญหาของที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะหรือที่ดินที่ไม่มีทางสัญจรไปมาที่เรียกว่าที่ดินตาบอดหรือที่ดินที่ต้องตกอยู่ในภาระจำยอมโดยเจ้าของที่ดินต้องรับกรรมบางอย่างเพื่อให้ที่ดินแปลงอื่นได้ใช้ประโยชน์
ในที่ดินของตน โดยกฎหมายได้กำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้กับเจ้าของที่ดินไว้เป็น ๒ ลักษณะ คือ
กฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องภาระจำยอมและกฎหมายว่าด้วยเรื่องทางจำเป็นซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยกฎหมาย ๒ เรื่องนี้มีลักษณะทางกฎหมายและผลบังคับใช้แตกต่างกันและยังเป็นที่สับสนว่าที่ดินลักษณะใดเป็นทางจำเป็นหรือที่ดินลักษณะใดเป็นภาระจำยอม ดังนั้น บทความนี้จึงเขียนขึ้นในลักษณะ
เปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างของกฎหมายทั้งสองเรื่อง ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนี้

๑. ความหมาย
ภาระจำยอม หมายถึง ทรัพยสิทธิชนิดหนึ่งที่ตัดทอนอำ นาจกรรมสิทธิ์ โดยทำ ให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์อันหนึ่งซึ่งเรียกว่า ภารยทรัพย์ ต้อง
รับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบกระเทือนทรัพย์สินของตน หรือทำให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นเพื่อประโยชน์ของอสังหาริมทรัพย์อื่นเรียกว่า
สามยทรัพย์ (มาตรา ๑๓๘๗ ป.พ.พ.)

ทางจำเป็น หมายถึง ที่ดินที่ถูกล้อมด้วยที่ดินแปลงอื่นอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ หรือมีทางออกสู่ทางสาธารณะได้แต่ไม่สะดวก เช่น จะต้องข้ามบึง ทะเล หรือที่ลาดชันอันระดับที่ดินกับทางสาธารณะสูงกว่ากันมาก (มาตรา ๑๓๔๙ แห่งป.พ.พ.)กฎหมายจึงให้สิทธิแก่เจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกล้อมให้มีสิทธิผ่านที่ดินแปลงอื่นซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้
(คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๗๒/๒๕๔๖ (ประชุมใหญ่))

๒.องค์ประกอบ
๒.๑ภาระจำยอม
- ไม่จำเป็นต้องเป็นที่ดินที่ถูกล้อมหรือที่ดินที่อยู่ติดกัน แม้ที่ดินไม่ได้อยู่ติดกันก็สามารถใช้ทางภาระจำยอมได้
- ไม่จำเป็นต้องเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะภาระจำยอมไปสู่ที่ใดก็ได้
๒.๒ทางจำเป็น 
- ต้องเป็นที่ดินที่มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่ และ
- ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ หรือมีแต่ไม่สะดวก
- ใช้ออกสู่ทางสาธารณะอย่างเดียว

๓. การได้มา
๓.๑ ภาระจำยอม 
- โดยนิติกรรมสัญญา
เป็นการตกลงกันระหว่างเจ้าของภารยทรัพย์และเจ้าของสามยทรัพย์ ซึ่งจะกำหนดระยะเวลาไว้หรือไม่ก็ได้ ถ้าไม่กำหนดเวลาไว้ก็ถือว่าภาระจำยอมมีอยู่ตลอดไป จนกว่าภาระจำยอมนั้นจะระงับไป และต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ.หากไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จะใช้บังคับได้เพียงระหว่างคู่สัญญาในฐานะเป็นบุคคลสิทธิเท่านั้น
- โดยอายุความ
กรณีเจ้าของสามยทรัพย์ได้มีการใช้ภารยทรัพย์ด้วยความสงบ เปิดเผย และเจตนาจะให้ได้สิทธิภาระจำยอมในภารยทรัพย์นั้นเป็นเวลาติดต่อกันครบ ๑๐ปี ย่อมได้สิทธิภาระจำยอมเหนือภารยทรัพย์นั้นโดย
อายุความ และการได้มาโดยอายุความนี้แม้ไม่จดทะเบียนก็ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เพื่อให้ภาระจำยอมมีอยู่ในที่ดินนั้นต่อไปได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๐/๒๕๐๒,
๒๓๗/๒๕๐๘, ๑๖๕/๒๕๒๒) 
- โดยผลของกฎหมาย
กรณีปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตมีสิทธิจดทะเบียนภาระจำยอมเหนือที่ดินที่รุกล้ำนั้น  

โดย facebook ฎีกาพิศดาร
                                                                                         https://www.facebook.com/DikaPhisdartrngHin  

หลักสุจริต

หลักสุจริต : หลักที่สำคัญที่สุดของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 

หลักสุจริต

เจตนารมณ์
จุดมุ่งหมายของหลักสุจริตตั้งแต่เริ่มแรกในประวัติศาสตร์กฎหมายโรมันกำเนิดขึ้นเพื่อบรร เทาแก้ไขความกระด้างตายตัวของบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งหากบังคับใช้ตามบทบัญญัติเช่นนั้นจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่คู่กรณีกฎหมายยุติธรรมจึงถูกนำมาบรรจุในรูปคดีสุจริตเพื่อให้ผู้พิพากษาชาวโรมันมีอำนาจวินิจฉัยตามหลักความเป็นธรรมเพื่อมุ่งหมายให้เกิดความเป็นธรรมหรือหาความยุติธรรมที่แท้จริงหลักสุจริตจึงเปรียบเสมือนสัญญลักษณ์แห่งการค้นหาความเป็น ธรรม

ในสมัยโรมันยุคนั้นในกฎหมายหนี้โรมันการปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกันหลักสุจริตให้พิจารณาถึงเจตนา อัน แท้จริงของคู่สัญญาไม่แต่เพียงพิจารณาถ้อยคำตามตัวอักษรที่เคร่งครัดเท่านั้นเป็นการทำให้หลักการรักษาสัญญามีความหมายทางจริยธรรมมากขึ้นและช่วยยับยั้งปฏิเสธการคดโกงความไม่ซื่อ สัตย์ความไม่เป็นธรรมรวมทั้งการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผลต่างๆในสังคมก่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมโรมันอย่างแท้จริงด้วยบทบาทสำคัญของหลักสุจริตเช่นนี้นักกฎหมายโรมันได้ทำให้ หลักสุจริตเป็นที่รวมแห่งความยุติธรรม การรักษาสัตย์ ความไว้วางใจวามเป็นธรรมและหลักศีลธรรมอันดี 

หลักสุจริตกับความยุติธรรมหรือหลักความเป็นธรรมแท้จริงแล้วเป็นสิ่งเดียวกันเนื่องจากเจตนารมณ์ของหลักสุจริตอันเป็นบทกฎหมายยุติธรรมนั้นคือมุ่งให้เกิดความเป็นธรรมหรือความยุติ ธรรมที่แท้จริงในสังคมนั่นเองนั่นคือการให้ผู้ใช้กฎหมายใช้หลักความเป็นธรรมเข้าวินิจฉัยข้อพิพาทต่างๆ หลักสุจริตเป็นการนำเอาแนวความคิดในทางศีลธรรมของสังคมเข้ามาเป็นองค์ประกอบในการปรุงแต่งกฎหมายและปรุงแต่งความสัมพันธ์ของคนในสังคมความยุติธรรมกับหลักสุจริตจึงเป็นองค์รวมเดียวกันโดยหลักสุจริตทำหน้าที่ เป็นเครื่องมือที่นำไปสู่ความยุติธรรมที่แท้จริง

หลักสุจริตถือเป็นหลักทั่วไปที่เป็นรากฐานของกฏหมายแพ่งทั้งระบบ 

บทบัญญัติที่เป็นบทหลักสุจริตถือเป็นหลักทั่วไปที่นำมาใช้ได้กับทุกเรื่อง ในประเทศ เยอรมันซึ่งเป็นประเทศแรกที่บัญญัติรรับรองหลักสุจริตเป็นประเทศแรกถือว่าเป็นบทครอบจักรวาล (Generalkauseln)ทำหน้าที่เป็นเครื่องวัดมาตรฐานควบคุมความประพฤติของบุคคลในทุกๆเรื่อง ของคนในสังคมเป็นมาตรฐานทางศีลธรรมในสังคมอันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความไว้วางใจและซื่อสัตย์ต่อกันรวมทั้งพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีในสังคมด้วยคู่สัญญาอีกฝ่ายย่อมคาดหมายไว้ว่าอีกฝ่ายย่อมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ในสังคมซึ่งเป็นความสัมพันธ์ของมนุษย์ร่วมสังคมเดียวกันเป็นการคาดหมายว่าคู่กรณีอีกฝ่ายที่รวมกันในสังคมเดียวกันควรปฏิบัติอย่างไรความคาดหมายเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดความไว้วางใจของบุคคลต่อบุคคลในประเทศเยอรมัน สวิสเซอร์แลนด์ และออสเตรีย เห็นพ้องต้องกันว่า แนวคิดนี้ใช้ ได้กับสังคมทุกแขนงไม่ว่ากฎหมายมหาชน หรือกฎหมายเอกชนก็ตามในกฎหมาย เยอรมันสมัยใหม่ถือว่าบทบัญญัติเกี่ยวกับหลักสุจริตนี้มีความศักดิ์สิทธิมากที่สุดในกฎหมาย หนี้เยอรมันแม้กระทั่งหลักสัญญาย่อมมีผลเป็นสัญญาซึ่งนำมาใช้มากกว่าเพราะในการบังคับสิทธิ ตามสัญญาต่างๆ ต้องอยู่ภายใต้หลักการรักษาสัญญานี้เสมอแต่ก็มีความศักดิ์สิทธิน้อยกว่าหลักสุจริต
                                                                                                               ที่มา..    http://www.bloggang.com

                                                             cc.รูปภาพwww.108mart.com

วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ทำไมต้องมีกม.ระหว่างประเทศ

กฎหมายระหว่างประเทศ
ลักษณะทั่วไปของกฎหมายระหว่างประเทศ 

1.ลักษณะเฉพาะของกฎหมายระหว่างประเทศ
กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับ
กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่มาจากรัฎฐาธิปัตย์ รัฎฐาธิปัตย์ คือ ผู้ซึ่งประชาชนส่วนมายอมรับนับถือว่าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินหรือบ้านเมืองนั้น และผู้มีอำนาจไม่ต้องรับฟังอำนาจของผู้ใดอีก
กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้บังคับทั่วไป
กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ
2.กฎหมายระหว่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายภายในประเทศใช่หรือไม่
ตามหลักคอมมอนลอว์ กฎหมายระหว่างประเทศเป็นกฎหมายภายใน
ตามหลักประมวลกฎหมาย ( นักกฎหมายในประเทศภาคพื้นยุโรป )
กฎหมายระหว่างประเทศไม่เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายภายใน นักกฎหมายมีแนวคิดเกี่ยวกับปัญหานี้แตกต่างกันไป ดังนี้ 

1.ทฤษฎีเอกนิยม
มีหลักว่า ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายภายในหรือระหว่างประเทศ มิได้เกิดจากความสมัครใจของรัฐ ซึ่งในบางกรณีอาจโดยใจสมัครก็ได้ ทฤษฎีเอกนิยมจึงอาจเรียกกฎหมายว่า กฎหมายตามความเป็นจริง 

2.ทฤษฎีทวินิยม
มีหลักว่า ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายภายในหรือระหว่างประเทศ ย่อมเกิดจากใจสมัคร เรียกว่า กฎหมายใจสมัคร 

3.ความแตกต่างระหว่างกฎหมายภายในกับกฎหมายระหว่างประเทศ
มูลฐานแห่งกฎหมายไม่ว่าจะเป็นกฎหมายภายในหรือระหว่างประเทศ ย่อมมีมูลฐานมาจากความยินยอมและการแสดงเจตนา
การบังคับใช้กฎหมาย 
- กฎหมายระหว่างประเทศกระทำได้ระหว่างรัฐหลายรัฐที่ได้แสดงเจตนาไว้แต่เบื้องต้น 
- กฎหมายภายในใช้บังคับได้แต่เพียงในรัฐใดรัฐหนึ่งเท่านั้น
การชี้ขาดปัญหาขัดแย้ง 
- การชี้ขาดปัญหาขัดแย้งเกี่ยวกับกฎหมายภายใน เป็นหน้าที่ของศาลยุติธรรมภายในประเทศ 
- กรณีมีข้อพิพาทระหว่างประเทศ สถาบันที่มีหน้าที่ในการชี้ขาดปัญหา ได้แก่ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ 
หลักเกณฑ์ของการบัญญัติกฎหมาย 
- กฎหมายระหว่างประเทศ บัญญัติโดยความยินยอมของแต่ละประเทศ 
- กฎหมายภายในประเทศ บัญญัติขึ้นโดยดุลยพินิจของรัฐ
ที่มาของกฎหมายระหว่างประเทศ 
1.ที่มาของกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
จารีตประเพณี ซึ่งกฎหายจารีตประเพณีจะมีขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีการปฏิบัติและความเชื่อมั่นว่ามีพันธกรณีตามกฎหมาย กฎหมายจารีตประเพณีมีความสำคัญมากในกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล
หลักกฎหมายทั่วไป คือ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่มาจากกฎหมายภายในประเทศ ถือว่าเป็นบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศ สำหรับศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหากไม่มีอนุสัญญาหรือหลักจารีตประเพณีมาปรับใช้บังคับในกรณีพิพาทได้ ก็จะพิจารณาพิพากษาโดยนำหลักกฎหมายทั่วไปมาใช้
2.ที่มาของกฎหมายระหว่างประเทศ ที่เป็นลายลักษณ์อักษร
สนธิสัญญา หมายถึง ความตกลงระหว่างประเทศที่ทำขึ้นระหว่างรัฐเป็นลายลักษณ์อักษร และอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายระหว่างประเทศ
ข้อตกลงระหว่างประเทศ ข้อตกลงระหว่างประเทศก่อให้เกิดผลทางกฎหมาย หมายถึง ผลบังคับให้ประเทศที่แสดงเจตนาตามข้อตกลงระหว่างประเทศต้องปฏิบัติตาม
คำพิพากษาของศาล หมายถึง คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ( ศาลโลก )
บทบาทของกฎหมายระหว่างประเทศ
การก่อให้เกิดและธำรงไว้ซึ่งความเป็นระเบียบเรียบร้อย ที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ส่วนรวมของสังคมแห่งรัฐเป็นบทบาทที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ทำให้ส่งเสริมมิตรภาพ ความร่วมมือปรองดอง และมิตรไมตรีระหว่างรัฐ โดยกฎหมายระหว่างประเทศไม่พึ่งพาการใช้กำลังให้รัฐอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ กล่าวคือ ไม่มีสภาพบังคับ นั่นเอง ( จึงมีผู้กล่าวว่า กฎหมายระหว่างประเทศมีลักษณะที่ไม่สมบูรณ์ หรือกล่าวอีกนัยว่า กฎหมายที่ยังไม่สุกงอม ) จึงทำให้สังคมระหว่างรัฐมีลักษณะ สังคมอนาธิปไตย ซึ่งไม่มีอำนาจสูงสุดในการบังคับบัญชา ทำให้รัฐต่าง ๆ มีการใช้กำลังต่อสู้กันอยู่บ่อย ๆ 
การคุ้มครองผลประโยชน์ของรัฐที่เกิดกรณีขัดแย้งกันกฎหมายระหว่างประเทศก็เหมือนกับระบบกฎหมายอื่น ๆ กล่าวคือ เป็นผลพวงที่เกิดจากความสัมพันธ์ของอำนาจ เป็นเครื่องมือของรัฐที่มีอำนาจที่จะใช้เพื่อรักษาอำนาจที่มีอยู่ให้มั่นคงและยั่งยื่น และแสวงหาผลประโยชน์จากรัฐที่ด้อยอำนาจ
* แนวคิดของลัทธิสังคมนิยมมาร์กซิสม์ เห็นว่า กฎหมายระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือของรัฐที่มีอำนาจและกำลัง ที่จะแสวงหาผลประโยชน์จากรัฐที่ด้อยด้วยกำลัง เช่นเดียวกับกฎหมายทั่วไป



                        Cr.รูปภาพ tuy-02